Archive for » September, 2009 «

September 09th, 2009 | Author: BlackKnight

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการทำ Fast-5 คือผู้ใช้ชีวิตแบบ Fast-5  กรุณาอย่าหลอกตัวเอง อย่าฝืนและบังคับให้ตัวเองทานน้อยครับ เพราะเมื่อคุณทานน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ร่างกายคุณจะเริ่มปรับตัวเองเข้าสู่สภาวะ Straving Mode หรือสภาวะประหยัดพลังงานนั่นเอง สภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายคุณได้รับสารอาหารไม่มากเพียงพอต่อความ ต้องการประจำวันของร่างกาย ดังนั้นเป็นที่รู้กันว่าร่างกายมนุษย์สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสิ่ง แวดล้อมได้เร็ว ฉนั้นร่างกายคุณจะเริ่มทำการปรับให้ใช้พลังงานให้สมดุลย์กับสภาวะที่เป็นอยู่อย่างช้าๆ สภาวะประหยัดพลังงานนี้มีผลร้ายมากมายครับ
1) ทำให้ร่างกายผ่ายผอมดูเหมือนคนเป็นโรค และจริงๆคุณอาจจะเป็นโรคจริงๆครับ จากสภาวะประหยัดพลังงานนี้
2) ภูมิต้านทานโรคคุณจะน้อยลงมาก เพราะร่างกายไม่ได้รับอาหาร, วิตามิน, เกลือแร่ และโปรตีนมากพอที่จะนำไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
3) น้ำหนักคุณจะลดลงช้า หรือไม่ลดเลย เพราะร่างกายจะปรับสมดุลย์ให้พลังงานดังกล่าวมาข้างต้น
4) ร่างกายคุณจะเปรียบเสมือนคนไม่มีแรง ก็แน่ละครับ ก็คุณไม่มีแรงจริงๆนี่นา เพราะคุณไม่ได้รับอาหารเพียงพอ จะเอาแรงมาจากไหน
5) กล้ามเนื้อของคุณจะค่อยๆถูกย่อยสลาย มาเป็น glucose เพื่อนำไปเลี้ยงตับอ่อนและสมองของคุณ เพราะร่างกายคุณไม่ได้รับอาหารมากพอ ที่จะนำไปเปลี่ยนเป็น  glucose  ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญเหล่านั้น
6) เมื่อคุณกลับมาทานเยอะอีก เพราะแน่นอน คุณล้มเหลวจากการลดน้ำหนักครั้งนี้ เพราะคุณทำตัวคุณเอง และเมื่อนั้นคุณกลับมารับประทานเต็มที่อีกครั้ง ร่างกายคุณจะรีบนำอาหารที่คุณได้รับไปสะสมเป็นไขมันไว้ก่อนเลย แทนที่จะทำไปซ่อมแซมส่วนที่เสียหายเพียงอย่างเดียว เพราะร่างกายคุณคิดว่าต้องเก็บอาหารเหล่านั้นไว้เป็นพลังงานยามจำเป็น  ดังนั้นคุณจะเกิดภาวะที่เรียกกันทั่วไปว่า yoyo effect  ทำให้คุณกลับมาอ้วนเร็วและมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า

อีกข้อที่ควรระวังสำหรับผู้ใช้วิถีชีวิตแบบ Fast-5 คือการดื่มน้ำครับ น้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย เมื่อคุณใช้ชีวิตแบบ Fast-5 จำทำให้น้ำในร่างกายคุณโดนขับออกมามากกว่าปรกติ นั่นเป็นเพราะ ในไขมัันนั้นมีน้ำผสมอยู่มากนั่นเอง จริงๆ แล้ว น้ำ 3 ส่วนต่อ ไขมัน 1 ส่วนเลยทีเดียว เมื่อระบบเผาพลาญ (Metabolism) ของคุณเริ่มขบวนการเผาพลาญไขมันส่วนเกินออกไป แน่นอนน้ำต้องโดนขจัดออกไปพร้อมขมันเช่นกัน ดังนั้นผู้ทำ Fast-5 จึงควรดื่มนำ้ให้ได้มากๆ ประมาณ 8 – 10 แก้วเป็นอย่างน้อยต่อวัน เพื่อป้องกันสภาวะขาดน้ำ ซึ่งจะนำไปสู่ผิวแห้ง ปากแห้ง ปากแตก ตาแห้ง หรืออาจถึงขั้นเวียนหัว เป็นลมได้ครับ

ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดถ้าคุณใช้ชีวิตกับ Fast-5 แบบมีสติ แบบรู้จริง การใช้ชีวิตแบบ Fast-5 คือการฝึกให้ร่างกายทานอาหารให้พอเพียงและเพียงพอต่อชีวิตประจำวันครับ นั่นคือคุณทานได้มากจนกระทั่งคุณอิ่มพอเหมาะพอดี ไม่ใช่อิ่มจนหายใจไม่สะดวก โดยที่คุณจะไม่รู้สึกผิด แต่ตรงกันข้ามคุณจะรู้สึกดี เมื่อได้ทานอาหารได้เต็มที่ นี่คือสาเหตุที่ผู้ประสบความสำเร็จกับ Fast-5 ชอบและเลือกที่จะดำรงชีวิตแบบ Fast-5 ตลอดไปครับ

Category: Fast-5 Lifestyle  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

ทำความรู้จักกับ Fast-5

คำว่า Fast มาจากคำว่า Fasting วึ่งมีความหมายว่าการงดอาหาร 5 มาจากช่วงเวลา 5 ชั่วโมงของการรับประทานอาหาร ดังนั้น Fast-5 คือการงดอาหาร และสามารถรับประทานเพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า การรับประทานอาหารเพียง 5 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ใช่การทรมานตนเอง และไม่มีส่วนไหนของ Fast-5 เป็นการทรมานตนเองเลย แต่เป็นตรงกันข้าม Fast-5 คือการทานอาหารแบบพอเพียง และให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่มากและไม่น้อยเกินไป

Fast-5 คือวิถีชีวิต คือ Lifestyle ที่ผู้กระทำเลือกเองที่จะกระทำ และก่อนที่จะกระทำ ผู้ทำได้ศึกษาเกี่ยวกับ Fast-5 อย่างเข้าใจดีแล้ว เพราะการใช้วิถีชีวิตแบบ Fasting นั้นต้องการความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการทำ และวิธีการทำสูงมาก สูงมากพอที่จำเป็นจะต้องอธิบายให้คนรอบข้างเข้าใจได้ไม่มากก็น้อย ก่อนที่ท่านจะเข้าสู่วิถีชีวิตของ Fast-5 ขอให้ท่านเปิดใจให้กว้างพอที่จะรองรับสิ่งใหม่ๆ และขอให้ท่านรบความเชื่อเก่าๆเกี่ยวกับการทำ Diet ของท่านทิ้งไปเสียก่อน

หลักการของ Fast-5 คือการงดอาหารในช่วงงดอาหาร (Fasting) เป็นเวลา 19 ชั่วโมง ในช่วง Fasting นี้ผู้ใช้ชีวิตแบบ Fast-5 จะไม่รับประทานอาหารที่มีแคลอร่ีใดๆเลย นั่นคือ 0 Cal นั่นเอง แต่อะไรที่เป็น 0 cal ทานได้เช่น น้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีแคลอร่ี เช่น ชาเขียวที่ไม่มีน้ำตาล ข้อควรระวังคือ ผู้เข้าสู่วิถีชีวิตแบบ Fast-5 นั้นต้องทราบว่าที่กำลังทานเข้าไปนั้นคือ 0 Cal จริงๆ เพราะ 0 Fat ไม่ได้หมายความว่า 0 Cal และในช่วง Fasting นี้เองที่ร่างกายจะเริ่มนำอาหารจากคลังกักเก็บอาหาร (Fat) ออกมาใช้เป็นพลังงานทดแทน แต่การจะเริ่มขบวนการนี้ได้ ร่างกายจะต้องได้รับการฝึกฝนก่อน ซึ่งช่วงฝึกฝนนี้ขอเรียกว่าช่วง Adjustment
เมื่อร่างกายผ่านช่วง Adjustment มาแล้ว ร่างกายจะเริ่มที่จะเรียนรู้ที่จะนำ Fat มาใช้เป็นพลังงานเสริม นั่นเองจะเป็นช่วงที่ร่างกายเราจะค่อยๆเผาพลาญไขมันเลวออกจากร่างกายทีละเล็กทีละน้อย แน่นอนขบวนการนี้ ต้องใช้ระยะเวลานาน นั่นย่อมหมายถึงการที่คุณต้องใช้ชีวิตแบบ Fast-5 ไปอีกนาน 6 เดือน, 1 ปี หรืออาจจะตลอดชีวิต (ผู้ใช้ชีวิตที่ประสบความสำเร็จหลายท่านยินดีที่จะใช้วิถีชีวิตแบบ Fast-5 ไปตลอดชีวิต) คุณพร้อมหรือไม่ที่จะใช้เวลานานๆ เพื่อลดน้ำหนักและมีสุขภาพที่ดีขึ้น ถ้าคุณพร้อม Fast-5 เหมาะสำหรับคุณแน่ๆ ถ้าไม่คุณอาจจะต้องมองวิธีอ่ืนๆ

ในช่วงรับประทานอาหาร หรือช่วงหน้าต่างการรับประทานอาหาร 5 ชั่วโมงในแต่ละวัน (Eating Window) นั้นผู้ใช้ชีวิตแบบ Fast-5 สามารถจะทานอะไรก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนแคลอรี่ของอาหารที่ทานเข้าไป หรือไม่ต้องคำนึงว่าอาหารนั้นจะเป็นอะไร ขอให้ผู้ใช้ชีวิตทานให้อิ่มเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยไม่ฝืนให้ทานน้อย หรือมากจนร่างกายรับไม่ได้ ตรงนี้ผู้ใช่้ชีวิตแบบ Fast-5 จะค่อยๆเรียนรู้การรับฟังความต้องการของร่างกายจากประสบการณ์การทานอาหารของตัวเอง โดยสังเกตุว่าวันนี้ผู้ใช้ชีวิตแบบ Fast-5 ต้องการอาหารอะไร เช่นอาหารหวาน นั่นอาจหมายถึงน้ำตาลในเลือดของผู้ใช้ชีวิตแบบ Fast-5 อาจจะอยู่ในระดับต่ำในวันนั้น หรืออยากทานเปรี้ยวอาจจะหมายถึงการขาดวิตามินบางชนิด ถ้าหิวเร็วก่อน EW วันนั้นควรทานเพิ่ม แต่ถ้า EW มาถึงแล้วยังไม่หิว แสดงว่าเมื่อวานทานเยอะเกินไป

ถ้าท่านพร้อมที่จะใช้ชีวิตแบบ Fast-5 ก่อนเริ่มต้นขอให้ปฎิบัติการทำ Adjustment ก่อนครับ
อ่านเรื่องการทำ Adjustment ได้ที่นี่

จริงๆแล้วถ้าผู้ใช้ชีวิตแบบ Fast-5 ต้องการลดน้ำหนักและขณะเดียวกันต้องการสุขภาพที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ผู้ทำควรรู้จักรับประทานอาหารให้ถูกต้อง โดยทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และเน้นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้อง Low-Fat, Non-Fat หรืออาหารแพงๆหรู เพียงนำ้พริกปลาทูและผักต่างๆก็มีประโยชน์มากเกินพอแล้วครับ ผู้ใช้ชีวิตแบบ Fast-5 ควรเน้นทานอาหารจำพวกผักและผลไม้ก่อนอย่างอื่น แล้วจึงทานโปรตีนให้พอเพียงกับที่ร่างกายต้องการ โดยแบ่งง่ายๆ คร่าวเป็น

ผักและผลไม้ 50%
โปรตีน 30%
คาร์โบไฮเดรต 15%
ไขมันดี/ของหวาน 5%

โดยสัดส่วนนี้เป็นแค่คร่าวๆ ของปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ไม่ได้ต้องเคร่งครัดตามนั้นทั้งหมด ถ้าผู้ใช้ชีวิตสามารถทานอาหารได้แบบนี้เป็นประจำ ผู้ใช้ชีวิตแบบ Fast-5 จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นและน้ำหนักจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ อย่างช้าๆ

ก่อนปฎิบัติจริงกรุณา download หนังสือ Fast-5 ของ Dr. Bert W. Herring มาอ่านก่อนนะครับ และควรอ่านให้เข้าใจหลายๆรอบก่อนตัดสินใจทำครับ เพราะเมื่อคุณอ่านแล้วคุณจะได้ความรู้มากขึ้นอีกเยอะ และจะสามารถอธิบายแบบคร่าวๆให้คนที่รักคุณเข้าใจว่าคุณกำำลังทำอะไรอยู่ และพวกเขาเหล่านั้นนั่นแหละครับ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำได้จนสำเร็จ

Fast-5 ไม่เหมาะสำหรับทุกคน Fast-5 เหมาะสำหรับผู้ที่มุ่งมั่น, จริงจัง และต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้นครับ

อ่านคัมภีร์ Fast-5 ได้ที่นี่ครับ

อ่านข้อควรระวังในการทำ Fast-5 ได้ที่นี่ครับ

Download หนังสือ ebook  ของ Dr. Bert W. Herring ผู้คิดค้น Fast-5 ได้ฟรีที่นี่ครับ

อ่านข้อมูลเก่าและไดอารี่ต่างๆของเพื่อนๆที่เคยทำ Fast-5  ได้ที่นี่ครับ

อ่านไดอารี่และข้อมูลปัจจุบันของผู้กำลังทำ Fast-5  ได้ที่นี่ครับ

อ่านไดอารี่ย้อนหลังของผมได้ที่นี่ครับ

Category: Fast-5 Lifestyle  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

Hit Plateau คือสภาวะน้ำหนักคงที่ ไม่ขึ้นหรือลงครับ สภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ลดน้ำหนักไม่ว่าจะด้วยวิธีใดครับ เพราะเมื่อร่างกายปรับสภาพตามความเคยชินของสภาพแวดล้อม ทำให้ร่างกายปรับระดับพลังงานให้พอดีกับ การใช้พลังงานทั่วไปของร่างกายในแต่ละวันครับ เมื่อพลังงานรับเข้าและพลังงานใช้ออกไปเท่ากัน ร่างกายจะคงสภาพในสภาวะ Hit Plateau ครับ คือไม่ย่อยสลายไขมันเก่าออกมาเป็นพลังงาน และไม่สร้างกล้ามเนื้อเพิ่มเติมเพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

เมื่อเกิดภาวะ Hit Plateau กับเราชาว Fast-5 เราสามารถกระทำหลายอย่างเพื่อให้หลุดออกจากสภาวะนั้นโดยง่ายครับ

1) ปรับรวมการรับประทานอาหารที่เคยแบ่งเป็น 2 – 3 มื้อในช่วงช่วง EW ให้มาอยู่เป็นมื้อเดียวเช่น
ปรกติ EW ผมอยู่ระหว่าง 12:00 – 17:00
ผมทานอาหารหลักตอน 12:00 ข้าวหนึ่งจาน, 15:30 สลัดผัก+เนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการให้หลุดออกจากสภาวะ Hit Plataue ผมจึงทานรวมเป็น 12:00 ข้าวหนึ่งจาน + สลัดผัก + เนื้อสัตว์ ทีเดียวเลย แต่หลังจากนั้นจน 17:00 ผมจะยังทานผลไม้ หรือ ขนมอีกแบบปรกติ จนกระทั้งหมดเวลาทาน รวมมื้ออาหาร ไม่ใช่ลดช่วง EW ลงนะครับอย่าเข้าใจผิด

2) ปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายจากเดิมที่ทำเป็น Long Interval Training ให้เปลี่ยนเป็น Interval Training หรือถ้าเป็นไปได้ High Intensity Interval Training ในกรณี้นี้จะทำให้ร่างกายสับสน และนำ้หนักจะเริ่มขยับครับ

3) ลองมี Over-feeding, Protien Overload, Carb Overload หรือ Freeday ดูครับ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน และไม่ควรทำเกินสัปดาห์ละครั้ง ถ้าให้ดีควรทำ 2 – 3 สัปดาห์ครั้งครับ การทำเช่นนี้ น้ำหนักจะพุ่งขึ้นใน 3 – 4 วันแรก อย่างตกใจครับ ปรกติ แล้วนำ้หนักจะค่อยลดลงอย่างต่อเนื่องเองครับ

คุณสามารถที่จะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือพร้อมๆกันทุกวิธีก็ได้ครับ

Category: Fast-5 Lifestyle  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

การที่เราจะเลือกว่า EW ของเราเป็นช่วงเวลาใดนั้น เราควรมองตัวเราเองเป็นหลักครับ ลองมองดูก่อนว่า
1) เวลาใดเป็นเวลาที่เราทานอาหารได้สะดวกที่สุด การที่คุณเลือก EW ไม่ถูกต้องจำทำให้คุณรู้สึกว่าการทำ Fast-5 ของคุณนั้นเป็นการฝืนใจทำ และอาจทำให้คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จได้กับ Fast-5 ครับ การที่คุณเลือกเวลาที่คุณทานได้สะดวกที่สุด นั้นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับคุณครับ เพราะคุณจะมีเวลาที่จะสามารถมีความสุขกับการรับประทานของคุณได้เสมอ ซึ่งเมื่อคุณได้ทำ Fast-5 มาสักระยะหนึ่งแล้ว คุณจะรู้ได้ว่า เมื่อ EW มาถึงและได้ทานอาหาร ความสุขในการได้รับประทานอาหารของคุณจะเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้าที่คุณไม่ได้ทำ Fast-5 มากทีเดียวครับ

2) เวลาใดคุณสามารถหาอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพที่สุดมาทานได้ง่ายที่สุด เพราะการรับประทานอาหารซ้ำๆซาก หรืออาหารท่ี่ไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร จะทำให้คุณเบื่ออาหาร และคุณจะรู้สึกว่าน้ำหนักลดลงช้า และสุขภาพก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร แต่ในทางกลับกัน (จากประสบการณ์ของผมเอง) ถ้าคุณได้รับประทานอาหารที่หลากหลาย ร่างกายจะได้รับ สารอาหารที่หลากหลายตามไปด้วย และยิ่งถ้าอาหารเหล่านั้นเป็นอาหารที่มีประโยชน์ (อาหารที่มีประโยชน์ไม่จำเป็นต้องแพงครับ เป็นอาหารพื้นบ้านก็มีประโยชน์เท่ากันหรือมากกว่าด้วยซ้ำ) คุณจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน เพราะสุขภาพของคุณ รวมทั้งผิวพรรณภายนอก และจิตใจภายในของคุณก็จะสดใสตามไปด้วยครับ

3) เวลาใดที่คุณสามารถยึดถือและทำการทานอาหารให้หลุดได้น้อยที่สุดครับ เพราะมีเหตุผลนานับประการที่ทำให้คุณต้องหลุดจาก EW  ที่คุณกำหนดไว้ครับ เช่นแฟนอยากทานอาหารแต่ไม่อยากทานคนเดียว ก็ชวนคุณไปด้วย และคุณก็จำใจทานเป็นเพื่อนแฟน หรือ คุณชอบดูกีฬากับเพื่อนๆ เป็นประจำ แต่เมื่อมีกีฬาดูก็อยู่นอก EW เพื่อนๆทาน snack กันเรานั่งตากลม เพื่อนๆ ก็ชักชวนจนหลุด อะไรแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยโดยที่คุณคาดคิดไม่ถึงทีเดียว ฉนั้นคิดให้ดีก่อนเลือก EW  ครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ผมเอง ต้องมีการนัดทานอาหาร นัดประชุมนอกสถานทีี่ และการออกไปดู site งานต่างจังหวัดค่อนข้างบ่อยมากๆ มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทานอาหารกลางวันกับ ลูกค้า, คู่ค้าและพนักงาน ฉนั้นผมจึงเลือก EW ของผมเป็น 12:00 – 17:00 อาจจะขยับขึ้นลงบ้างเช่น 11:00 – 16:00 หรือ 13:00 – 18:00 แล้วแต่สถานะการครับ

Category: Fast-5 Lifestyle  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

ทำไมต้องทำ Adjustment ?

สาเหตุที่ต้องทำ Adjustment ก่อนเพราะว่าร่างกายคนเราโดยทั่วไป ได้รับความเคยชินกับการรับประทานอาหารแบบหลายมื้อ และได้เรียนรู้แล้ว ว่าในเวลาเท่าใดที่จะมีอาหารมาเพิ่ม ฉนั้นจึงเป็นการยากที่จะหักดิบ หรือไม่ทำ Adjustment เพราะ เมื่อร่างกายขาด glucose  จากอาหาร จะมีอาการวิงเวียน อ่อนเพลียหรือหน้ามืดกระทันหันได้ หรือบางคนอาจถึงขั้นเป็นลมครับ
เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าว และลดอัตราการเสี่ยง เราจึงควรทำ Adjustment ก่อนเพื่อให้ร่างกายได้เคยชินกับสภาพการทานอาหารแบบใหม่ก่อน

วิธีการทำ Adjustment

สมมุติว่าคุณเลือก EW ตามแบบฉบับของ Dr. Bert คือ 17:00 – 22:00 และคุณปรกติทานอาหารเช้า 8:00, กลางวัน 12:00 และเย็น  18:00
Part A
ก่อนอื่นให้คุณเริ่มขยับอาหารเช้าของคุณทีละชั่วโมง จาก 8:00 มาเป็น 9:00 ….. จนกระทั่งอาหารเช้าของคุณอยู่ที่ 12:00
คุณก็จะได้ผลตามนี้
อาหารเช้า
8:00
9:00
10:00
11:00
12:00   <—- ณ.จุดนี้อาหารเช้าของคุณจะรวมเข้ากับอาหารมื้อกลางวันของคุณแล้ว

Part B
ให้คุณค่อยๆเลื่อนอาหารเช้าของคุณ จาก 12:00  ค่อยๆขยับมาทีละชั่วโมงเช่นเดิม จนอาหารเช้าของคุณอยู่ที่ 17:00
คุณจะได้ผลตามนี้
12:00
13:00
14:00
15:00
16:00
17:00  <— ณ.จุดนี้การ adjustment ของคุณสิ้นสุดลงแล้วครับ และคุณก็ได้ทานอาหารอยู่ใน EW เรียบร้อยแล้ว

จากที่เห็นอาจดูเหมือนการทำ adjustment ทำได้ง่าย แต่ถ้าคุณเกิดหิวหรือไม่สามารถที่จะเลื่อนทีละ 1 ชั่วโมง ให้ขยับทีละ 30 นาทีดูก่อน อย่าฝืนตัวเองให้มากเกินไปครับ เพราะอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนเป็นลมได้ครับ

Category: Fast-5 Lifestyle  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

การออกกำลังกายโดยใช้ dumbbell เพียง 1 คู่

เรารู้กันอยู่แล้วว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ทั้งต่อสุขภาพทั่วไป และดีต่อการลดน้ำหนัก ทำให้มีร่างกายมีรูปทรงที่สวยงาม แต่ปัญหาคือ หลายๆ คนไม่สามารถออกกำลังกายได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม

แต่วันนี้ หากคุณอยากออกกำลังกายภายในห้องนอน หรือภายในบ้าน เพื่อสุขภาพทั่วไป เพื่อลดน้ำหนัก เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เพื่อสร้างความกระชับให้กับกล้ามเนื้อทั่วร่าง เพียงแค่คุณมีดัมเบลล์แค่ 1 คู่เท่านั้น คุณก็สามารถทำได้แล้ว ดัมเบลล์ควรใช้ที่มีน้ำหนักมากหน่อยนะครับ สำหรับผู้ชายก็ 5-7 กิโล ส่วนผู้หญิงก็ 3-5 กิโล

Dumbbell & Womenไม่ต้องกลัวกล้ามใหญ่ครับ เล่นแค่นี้มันไม่ทำให้กล้ามคุณใหญ่หรอก เพราะผู้หญิงไม่มีฮอร์โมนบางอย่าง ที่จะทำให้กล้ามใหญ่ได้แบบผู้ชาย และคุณต้องฝึกอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาหลายปี ต้องกินโปรตีนในปริมาณที่มากจนเกินปกติ กล้ามจึงจะใหญ่แบบนักเพาะกายหญิง แต่การฝึกในบทความนี้ สิ่งที่คุณจะได้คือกล้ามเนื้อที่แข็งแรง กระชับ เพราะในน้ำหนักที่เท่ากัน ไขมันจะมีปริมาณมากกว่ากล้ามเนื้อถึงประมาณ 5 เท่า ดังนั้น หากคุณสามารถแทนที่ไขมัน ซึ่งแทรกตัวอยู่ตามกล้ามเนื้อหรือที่อยู่ใต้ผิวหนัง ด้วยกล้ามเนื้อที่มีน้ำหนักเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ตัวคุณจะเล็กลง หุ่นเพรียวขึ้น และหากร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อมาก ระดับ metabolism ก็จะยิ่งมาก คุณก็จะอ้วนยากขึ้นด้วย

ส่วนการเริ่มต้นฝึก รวมถึงการวอร์มอัพ สำหรับมือใหม่ที่กล้ามเนื้อยังไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว การใช้ดัมเบลล์หนัก 5-7 กิโลมันก็อาจจะเสี่ยงเกินไป ผมแนะนำให้ใช้ดัมเบลล์ที่มีน้ำหนักเบา (ถ้ามี) หรือหาก็นน้ำหนักเบาๆ อะไรก็ได้หนักสัก 1-2 กิโลเอามาใช้วอร์มและใช้ฝึกทำท่าบริหารที่ถูกต้องก่อน ผมเองใช้ขวดน้ำที่ขายทั่วไปหนักซึ่งหนัก 1.5 กิโลมาใส่น้ำให้เต็มแล้วเอามาใช้วอร์ม มันอาจดูตลก แต่มันก็ใช้ได้ผลดีจริงๆ ครับ

เหล่านี้คือท่าฝึกที่ผมใช้เป็นประจำ เมื่อออกกำลังกายที่บ้านโดยใช้ดัมเบลล์แค่คู่เดียว แต่สามารถฝึกกล้ามเนื้อได้ทั่วร่างกาย

1. Dumbbell Squat
Main: Quadriceps [สะโพกด้านหน้า], Other: Hamstrings [สะโพกด้านหลัง], Calves [น่อง]

2. Two-Dumbbell Bent Over Row
Main: Middle Back [หลังส่วนกลาง], Other: Biceps [ต้นแขนด้านหน้า], Lats [ปีก]

3. Two-Dumbbell Swing
Main: Hamstrings [สะโพกด้านหลัง], Other: Calves [น่อง], Shoulders [ไหล่], Glutes [ก้น]

4. Dumbbell Shoulder Press
Main: Shoulders [ไหล่], Other: Triceps [ต้นแขนด้านหลัง]
หรือ
See-Saw Press (Alternating Side Press)
Main: Shoulders [ไหล่], Other: Triceps [ต้นแขนด้านหลัง], Abdominals (External Oblique) [กล้ามท้องด้านข้าง]

5. Dumbbell Floor Press (ตามภาพที่แนบมาด้วยด้านล่าง) – บริหารกล้ามอกด้วยดัมเบลล์ โดยไม่ต้องใช้เตียงฝึก
Main: Chest [อก], Other: Triceps [ต้นแขนด้านหลัง]

6. Dumbbell Curl
Main: Biceps [ต้นแขนด้านหน้า]

7. Dumbbell One Arm Triceps Extension
Main: Triceps [ต้นแขนด้านหลัง]

8. Stiff-Legged Dumbbell Deadlift
Main: Lower Back [หลังส่วนล่าง], Other: Hamstrings [สะโพกด้านหลัง]

9. Standing Dumbbell Calf Raise
Main: Calves [น่อง]

10 Dumbbell Shrug
Main: Traps [หลังส่วนบน หนอกคอ]
หรือ
Standing Dumbbell Upright Row
Main: Traps [หลังส่วนบน หนอกคอ], Other: Biceps [ต้นแขนด้านหน้า], Shoulders [ไหล่]

11. Crunches
Main: Abdominals (Rectus Abdominis ) [กล้ามหน้าท้อง]

12. Dumbbell Side Bend
Main: Abdominals (External Oblique) [กล้ามท้องด้านข้าง]

Main = กล้ามเนื้อชิ้นหลักที่ถูกบริหาร
Other = กล้ามเนื้อชิ้นอื่นๆ ที่ถูกบริหารด้วย

ทั้งหมดทำ 2-3 เซ็ท เซ็ทละ 10-15 ครั้ง สัปดาห์ละ 2-3 วัน ทำวันเว้นวัน หลังจากออกกำลังกายก็เน้นอาหารประเภทโปรตีนใน eating window

สำหรับคาร์ดิโอเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ก็ใช้ Dumbbell Swing

http://www.fast5.keepsmilling.com/board/index.php/topic=155.0

คุณไม่จำเป็นต้องใช้ท่าฝึกตามผม แต่สามารถค้นหาท่าฝึกอื่นๆ ที่ชอบได้จากที่นี่ มีให้ดูทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ

Biceps

Triceps

Forearms

Shoulders

Traps

Middle Back

Lower Back

Chest

Abdominals

Quadriceps

Hamstrings

Calves

หาก คุณยังไม่รู้ว่ากล้ามเนื้อแต่ละชิ้นในร่างกายมีชื่อว่าอะไรบ้าง ก็ศึกษาได้จากที่นี่ หากไม่รู้ว่าท่าฝึกที่ผมใช้นั้นทำยังไง ก็เอาชื่อท่าฝึกไปใส่ในช่อง search ด้านบนเพื่อค้นหาได้เลย

http://www.bodybuilding.com/fun/exercises.htm

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกกำลังกายด้วยดัมเบลล์

วิธีหายใจระหว่างเล่นเวทเทรนนิ่ง

การ ออกกำลังกายในบทความนี้คงไม่สามารถมาแทนที่การออกกำลังกายเต็มรูปแบบโดยใช้ อุปกรณ์และอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ และหากคุณมีเป้าหมายอยากเป็นนักเพาะกายที่มีกล้ามโต การออกกำลังกายในบทความนี้คงไม่สามารถช่วยได้ คุณต้องศึกษาวิธีการเพาะกายอย่างเต็มรูปแบบและอย่างถูกต้องเท่านั้น

แต่ การออกกำลังกายในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้คนที่อยากออกกำลังกาย แบบประหยัด (ทั้งเงินทั้งเวลา) และอยากออกกำลังกายแบบครบวงจรทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่งแบบง่ายๆ ภายในบ้าน เพื่อสุขภาพทั่วไป เพื่อช่วยลดน้ำหนัก เพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เท่านั้นครับ

อ้างอิงจาก : http://www.fast5.keepsmilling.com/board/index.php?topic=179.0

credited: คุณa แห่ง www.myfast-5.com

Category: การออกกำลังกาย  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

Fullbody Workout

Fullbody Workout คืิอการออกกำลังกายแบบ Weight Training ที่ภายในหนึ่ง session เราจะออกกำลังกายให้ครบทุกกลุ่มกล้ามเนื้อสำคัญในร่างกาย ด้วยเวลาการพักต่อ set ที่น้อยจะทำให้เกิด Fat Burn ขึ้น

วิธีการออกกำลังกาย

  • ออกกำลังทุกกลุ่มกล้ามเนื้อ 3 ครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์
  • เลือกเพียงหนึ่งท่าต่อหนึ่งกลุ่มกล้ามเนื้อต่อวัน
  • ออกกำลังกายจากมุมที่แตกต่างกันหรือความเข้มข้นต่างกันทุกๆ workout
  • ห้ามทำจนเกิด failure ของกล้ามเนื้อในทุกๆ exercise
  • เปลี่ยนท่าหรือลำดับของกล้ามเนื้อที่ออกกำลังกายทุกๆ 2 เดือน
  • ห้ามออกกำลังกายเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
  • เพื่อ Fat Burn เวลาพักต่อ set ไม่ควรเกิน 60 วินาที
  • ไม่ควรออกกำลังกายติดกันทุกวันเพราะกล้ามเนื้อจะไม่ได้พักผ่อน
  • พยายามเลือกการบริหารแบบ Free Weight (Barbell, Dumbbell, Body Weight) มากกว่าการใช้พวก machine และ cable เพราะท่าบริหารการใช้ Free Weight เป็นท่าแบบ compound ทำให้บริหารกล้ามเนื้อมากกว่าหนึ่งชิ้นขึ้นไปในเวลาเดียวกัน
  • เลือกน้ำหนักที่ผู้ยกสามารถยกได้ 6 – 8 ครั้งในหนึ่ง set เท่านั้นสำหรับผู้ต้องการ strength เลือกยก 8 -12 ครั้งสำหรับผู้จ้องการฝึก endurance training

angelina-jolie-sexy-bikini-women

ทำไม Fullbody Workout อาจจะเป็นการออกกำลังกายที่ได้ผลที่สุด?

  • ความบ่อยครั้งของการออกกำลังกายของแต่ละกลุ่มกล้ามเนื้อ หมายถึง โอกาศที่กล้ามเนื้อจะ recover, ขยายและแข็งแรงขึ้น
  • การกระตุ้นต่อวันไม่หนักจนเกินไปทำให้ลดโอกาศที่จะบาดเจ็บจากการ overtrain
  • ไม่ทำจนเกิดกล้ามเนื้อ Failure ช่วยลดโอกาศการบาดเจ็บจากการ overtrain
  • ออกกำลังกายกล้ามเนื้อจากมุมที่แตกต่างกันในหนึ่งสัปดาห์ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดการเสี่ยงจากการบาดเจ็บ
  • ลดการเกิดภาวะเคยชินของกล้ามเนื้อโดยการที่เปลี่ยนท่าและลำดับการออกกำลังกายทุกๆ 2 เดือน
  • ด้วยการมี rest time ที่สั้นต่อหนึ่ง set ทำให้เร่งอัตราการเต้นของหัวใจ เปรียบเสมือนการทำ Cardio ไปในตัว
  • สามารถกระทำได้สำหรับผู้เริ่มต้น Weight Training จนถึงระดับ advance

Workout1:
- Barbell Bench Press
- Standing Military Press
- Barbell Bent Over Rows
- Barbell Curls
- Barbell Skull Crusher
- Hanging Legs Raises
- Barbell Squat
- Standing Barbell Calves Raises

Workout2:
- Burpee
- Seated Barbell Calves Raises
- Standing Good Morning
- Decline Sit-Up
- Push-Up
- Incline Barbell Bench Press
- Chin-Up
- Dips

Workout3:
- Dumbbell Swings
- Decline Dumbbell Flyes
- Dumbbell Deadlift
- Standing Dumbbell Calf Raises
- Dumbbell Triceps Kickback
- Dumbbell Hammer Curls
- Dumbbell Press
- V-Snaps

ตารางการออกกำลัง

จันทร์ Workout1
อังคาร Cardio
พุธ Workout2
พฤหัส Cardio
ศุกร์ Workout3
เสาร์ Cardio
อาทิตย์ Rest
Category: การออกกำลังกาย  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

dumbbell swing ธรรมดาและ dumbbell swing HIIT ก็ควรพักอย่างน้อย 48 ชั่วโมง หรือให้ทำวันเว้นวัน สัปดาห์ละ 3 วันก็พอแล้วครับ อย่าใจร้อน คุณต้องเปิดโอกาสให้ร่างกายได้พักฟื้นบ้าง เพราะ dummbell swing เป็นเวทเทรนนิ่ง เมื่อคุณเล่น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อจะฉีกขาด ดังนั้นร่างกายจึงต้องการสารอาหารและเวลาในการซ่อมแซมฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ ฉีกขาด เหล่านี้ครับ

ถ้าคุณไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย คุณควรเล่น dumbbell swing ธรรมดาให้ชำนาญ ทำท่าให้ถูกต้อง ให้ร่างกายแข็งแรงสัก 1 เดือนก่อน คือแข็งแรงทั้งกล้ามเนื้อรวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยเล่นวันเว้นวันอย่างที่บอกไป แล้วจึงค่อยไปที่ HIIT หากคุณคิดว่า dumbbell swing ธรรมดามันเบาไป หรือ dumbbell swing HIIT มันหนักไป งั้นลอง dumbbell swing descending sets ดูนะครับ

วิธีทำ dumbbell swing descending sets

เซ็ท ครั้ง
1 15 ครั้ง (L,R)
2 15 ครั้ง (L,R)
3 12 ครั้ง (L,R)
4 12 ครั้ง (L,R)
5 10 ครั้ง (L,R)
6 10 ครั้ง (L,R)
7 8 ครั้ง (L,R)
8 8 ครั้ง (L,R)
9 6 ครั้ง (L,R)
10 5 ครั้ง (L,R)

L=มือซ้าย
R=มือขวา

ก็จะได้ตามนี้
เซ็ทที่ 1 ให้เล่น dumbbell swing มือซ้าย 15 ครั้ง และมือขวา 15 ครั้ง
[พัก 1 นาที]
เซ็ทที่ 2 ให้เล่น dumbbell swing มือซ้าย 15 ครั้ง และมือขวา 15 ครั้ง
[พัก 1 นาที]
เซ็ทที่ 3 ให้เล่น dumbbell swing มือซ้าย 12 ครั้ง และมือขวา 12 ครั้ง
[พัก 1 นาที]
เซ็ทที่ 4 ให้เล่น dumbbell swing มือซ้าย 12 ครั้ง และมือขวา 12 ครั้ง
[พัก 1 นาที]
เซ็ทที่ 5 ให้เล่น dumbbell swing มือซ้าย 10 ครั้ง และมือขวา 10 ครั้ง
[พัก 1 นาที]
เซ็ทที่ 6 ให้เล่น dumbbell swing มือซ้าย 10 ครั้ง และมือขวา 10 ครั้ง
[พัก 1 นาที]
…..

ทำจนถึงเซ็ทที่ 10 หากร่างกายแข็งแรงขึ้น ให้พัก 30 วินาที

Dumbbell swing descending sets นี้เป็นคาร์ดิโออีกหนึ่งรูปแบบที่ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี แต่หนักเอาเรื่องอยู่นะ ดังนั้นถ้าไม่ไหวก็ให้พักนานขึ้นเกิน 1 นาที ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ให้หยุดก่อนครับ วันหลังค่อยมาทำใหม่

Dumbbell Swing คือท่าออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ประหยัด เพราะใช่แค่ดัมเบลล์น้ำหนักพอสมควร 1-2 อันเท่านั้น แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ สามารถใช้เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อชิ้นสำคัญทั่วร่างกาย อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอทั่วไปเพื่อ สุ ภาพ และเป็นคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นสูงเพื่อช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้เป็น อย่าง ดีอีกด้วย โดยที่คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องออกกำลังกายราคาแพง

Dumbbell Swing เป็นท่าออกกำลังกายประเภทที่ใช้แรงเหวี่ยง (ballistic exercise) โดยใช้แรงส่งจากสะโพกเป็นหลัก โดยใช้กล้ามเนื้อหลายกลุ่มทั่วร่างกายทำงานร่วมกันดังต่อไปนี้

- น่อง
- สะโพกทั้งส่วนบนและล่าง
- ก้น
- หน้าท้องทั้งส่วนบนและล่าง
- หลังส่วนล่าง
- หลังส่วนบน
- หัวไหล่
- แขน
- ข้อมือ
- มือ

วิธีฝึก

1. อยู่ในท่ายืน แยกเท้าให้กว้างเกินกว่าไหล่เล็กน้อย โดยวางดัมเบลล์ไว้ตรงกลางระหว่างเท้าทั้งสอง

2. ย่อตัวลง ลำตัวเอียงลาดไปข้างหน้าเล็กน้อย พร้อมกับหยิบดัมเบลล์ขึ้นมาเหนือพื้น 2-5 นิ้ว

3. เหวี่ยงดัมเบลล์ขึ้นลงโดยใช้แรงส่งจากสะโพก หน้าท้อง ลำตัว โดยเหวี่ยงขึ้นมาที่ระดับเหนือหัวไหล่เล็กน้อย และปล่อยลงไปที่ระดับเดิมคือเหนือพื้น 2-5 นิ้ว

4. ทำ 4 เซ็ท เซ็ทและ 12-15 ครั้ง พัก 1-2 นาทีระหว่างเซ็ท ทำแบบวันเว้นวัน และไม่ควรทำเกินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

เริ่ม ต้น ฝึกด้วยดัมเบลล์หนึ่งอันกับมือข้างเดียว หรือดัมเบลล์หนึ่งอันกับมือสองข้าง ใช้ความเร็วปกติตามธรรมชาติของแรงเหวี่ยง เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น ชำนาญขึ้น ก็ใช้ดัมเบลล์คู่กับมือสองข้างได้เลย สำหรับการหายใจก็ใช้หลักการเดียวกับเวทเทรนนิ่ง คือหายใจออกตอนออกแรง

การ เริ่มต้นฝึก รวมถึงการวอร์มอัพ สำหรับมือใหม่ที่กล้ามเนื้อยังไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว การใช้ดัมเบลล์หนัก 5-7 กิโลมันก็อาจจะเสี่ยงเกินไป ผมแนะนำให้ใช้ดัมเบลล์ที่มีน้ำหนักเบา (ถ้ามี) หรือหาก็นน้ำหนักเบาๆ อะไรก็ได้หนักสัก 1-2 กิโลมาเริ่มต้นฝึกทำท่า Dumbbell Swing ที่ถูกต้องก่อน รวมทั้งเอามาใช้วอร์ม ผมเองใช้ขวดน้ำที่ขายทั่วไปหนักซึ่งหนัก 1.5 กิโลมาใส่น้ำให้เต็มแล้วเอามาใช้วอร์ม มันอาจดูตลก แต่มันใช้ได้ผลดีจริงๆ ครับ

Dumbbell Swing HIIT

Dumbbell Swing HIIT เป็นการนำ Dumbbell Swing แบบคู่ หรือดัมเบลล์อันเดียวที่มีน้ำหนักมากพอสมควร มาประยุกต์เป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอความเข้มข้นสูง โดยสามารถสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อกลุ่มสำคัญทั่วร่างกาย สร้างความแข็งแรงให้กับระบบหัวใจและหลอดเลือด และสามารถช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีทำ

ช่วงวอร์มอัพ

1. ยืดกล้ามเนื้อ (stretching) ตามปกติ แต่ต้องเน้นบริเวณสะโพก ก้น หลังส่วนล่าง และหัวไหล่

2. เริ่มวอร์มอัพเบาๆ ประมาณ 5 นาที โดยใช้ท่า dumbbell swing แบบดัมเบลล์ 1 อันกับมือ 1 ข้าง ทำทั้งซ้ายและขวา ทำเซ็ทละเท่าๆ กัน โดยใช้ความเร็วปกติตามธรรมชาติของแรงเหวี่ยง

ช่วง sprint

1. เริ่ม sprint โดยทำ dumbbell swing แบบคู่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนั้น และทำให้ได้มากที่สุดภายใน 15-20 วินาที

2. เมื่อครบ 15-20 วินาที ให้พักโดยวางดัมเบลล์ลงกับพื้น (ควรวางบนผ้าเช็ดเท้าหรืออื่นๆ) แล้วให้เดินเร็วอยู่กับที่ โดยแกว่งแขนให้สุดและยกขาให้สูงสุด อย่าพักโดยการยืนอยู่เฉยๆ หรือนั่ง นอน เพราะอาจเป็นอันตรายเนื่องจากร่างกายปรับตัวไม่ทัน ใช้เวลาพัก 1 นาที หรือ 30 วินาที

3. ทำข้อ 1 และข้อ 2 เป็นวงจรซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ประมาณ 10-15 นาที อย่าให้เกินกว่านี้

ช่วงคูลดาวน์

ให้คูลดาวน์ประมาณ 5 นาทีโดยการเดินเร็ว โดยแกว่งแขนให้สุดและยกขาให้สูงสุด จะเดินอยู่กับที่หรือเดินไปรอบๆ ห้องก็ได้

ปัญ หาที่จะพบคือ เรื่องการจับเวลา แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็พอแก้ปัญหานี้ได้ หากเรารู้ว่า ภายใน 15-20 วินาทีนั้นเราทำ dumbbell swing เร็วที่สุดได้กี่ครั้ง เดินเร็วอยู่กับที่แบบเร็วที่สุดได้กี่ครั้ง สำหรับตัวผมเองทำ dumbbell swing ได้เต็มที่ประมาณ 15 ครั้ง (น้ำหนักดัมเบลล์ 13 กิโลกรัม) แต่จำนวนก็จะลดลงมาเร็วมากเมื่อเวลาผ่านไป แต่โดยทั่วไปแล้วค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 12-15 ครั้ง ซึ่งก็เหมาะสมดีในทางปฏิบัติ ซึ่ง ถ้าคุณจะใช้วิธีนับจำนวนครั้งแบบนี้ คุณจำเป็นต้องรู้ว่า ด้วยน้ำหนักดัมเบลล์ที่คุณใช้อยู่ขณะนี้ คุณสามารถทำ dumbbell swing ได้มากที่สุดกี่ครั้งภายในเวลา 15-20 วินาที แต่จำนวนครั้งนี้จะมากขึ้นอีกเล็กน้อย เมื่อร่างกายคุณแข็งแรงขึ้น

สำหรับ การเดินเร็วอยู่กับที่นั้น ใน 30 วินาทีผมเดินได้ประมาณ 40-45 ก้าว หรือ 1 นาทีจะเท่ากับ 80-90 ก้าว การเดินเร็วในที่นี้หมายถึงยกขาให้สูงสุด แกว่งแขนให้สุด ทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และก็ไม่จำเป็นต้องเดินอยู่กับที่จริงๆ นะครับ จะเดินไปไหนก็ได้ แต่ต้องยกขา แกว่งแขนได้สุด ทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

คำเตือน

ห้าม ทำ Dumbbell Swing HIIT เกินสัปดาห์ละ 3 วัน ต้องพักอย่างน้อย 48 ชั่วโมง หรือทำแบบวันเว้นวัน ห้ามทำติดต่อกันทุกวัน ควรกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ เน้นที่โปรตีน แต่ห้ามลดคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เพราะอาจจะไม่มีแรง รวมทั้งนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

ในช่วงเริ่มต้น คุณอาจจะทำสัก 4-5 นาทีก่อน เมื่อร่างกายแข็งแรงดีแล้ว จึงเพิ่มเวลามากขึ้น แต่ห้ามเกิน 15 นาที และในช่วงแรกๆ นี้ คุณอาจจะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก เจ็บขา เจ็บเข่าบ้าง เมื่อร่างกายปรับตัวได้อาการเหล่านี้จะหายไปเอง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. ระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular system) จะทำงานได้ดีขึ้น สุขภาพโดยรวมดีขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย
2. กล้ามเนื้อชิ้นสำคัญทั่วร่างกายจะแข็งแรงขึ้น เฟิร์มขึ้น โดยเฉพาะสะโพกและก้น
3. ไขมันส่วนเกินจะลดลง
4. สุขภาพจิตดีขึ้น

อ้างอิง

High Intensity Interval Training!, Justin Palermo – http://www.teenbodybuilding.com/justin6.htm

Category: การออกกำลังกาย  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

Burpee เป็นท่าออกกำลังกายด้วยตัวเปล่าที่ใช้น้ำหนักของร่างกายเองเป็นแรงต้าน Burpee ใช้กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ทั่วร่างกายได้อย่างเข้มข้น เป็นท่าออกกำลังกายแบบทั่วร่าง (full-body exercise, full-body movement) กล่าวได้ว่า Burpee เป็นท่าออกกำลังกายด้วยตัวเปล่าที่ดีมากที่สุดท่าหนึ่ง ดังนั้นจึงสามารถใช้ Burpee เป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอทั่วไปเพื่อสุขภาพ รวมทั้งสามารถประยุกต์ใช้เป็นคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นสูงแบบต่างๆ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อทั่วร่างกายและเพื่อช่วยเผาผลาญไขมัน ส่วนเกินได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

วิธีทำ Burpee

1. อยู่ในท่ายืน
2. ย่อตัวลงอยู่ในท่านั่งยองๆ พร้อมเอามือวางบนพื้นด้านหน้าของคุณ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง
3. ถีบเท้าทั้งคู่ไปด้านหลัง พร้อมกับวิดพื้นทันที เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ อย่าปล่อยให้หลังแอ่น
4. ดึงเท้าทั้งคู่กลับมาอยู่ในตำแหน่งท่านั่งยองๆ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง
5. กระโดดขึ้นจากท่านั่งยองๆ ให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทำ แบบนี้ซ้ำเป็นวงจรไปเรื่อยๆ และทำทุกขั้นตอนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งทำได้เร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีมากเท่านั้น หากคุณยังไม่แข็งแรงพอหรือทำนานๆ แล้วกล้ามเนื้อล้าหรือหมดแรง ก็ไม่จำเป็นต้องวิดพื้นในขั้นตอนที่ 2 รวมทั้งไม่จำเป็นต้องกระโดดหรือไม่จำเป็นต้องกระโดดให้สูงที่สุดในขั้นตอน ที่ 5 แต่อย่างไรก็ตาม การพยายามทำ Burpee ให้ถูกต้องมากที่สุดก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากขึ้นเท่านั้น

Category: การออกกำลังกาย  | Comments off
September 08th, 2009 | Author: BlackKnight

Squat Thrust เป็นท่าออกกำลังกายแบบตัวเปล่าที่ใช้น้ำหนักของร่างกายเอง (body weight) เป็นแรงต้าน Squat Thrust ใช้กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ทั่วร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถใช้เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อได้ทั่วร่างกาย ใช้เพื่อการวอร์มอัพ และพอจะประยุกต์ใช้เป็นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอทั่วไปเพื่อสุขภาพได้อีก ด้วย

วิธีทำ Squat Thrust

1. อยู่ในท่ายืน
2. ย่อตัวลงอยู่ในท่านั่งยองๆ พร้อมเอามือวางบนพื้นด้านหน้าของคุณ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง
3. ถีบเท้าทั้งคู่ไปด้านหลัง อยู่ในท่าเตรียมพร้อมวิดพื้น เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ อย่าปล่อยให้หลังแอ่น
4. ดึงเท้าทั้งคู่กลับมาอยู่ในตำแหน่งท่านั่งยองๆ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง
5. ยืนขึ้นจากท่านั่งยองๆ

ทำแบบนี้ซ้ำเป็นวงจรไปเรื่อยๆ และทำทุกขั้นตอนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

Category: การออกกำลังกาย  | Comments off